การเงิน เงินดีไทย — คู่มือการเงินออนไลน์สำหรับคนไทย วิธีหาเงิน ออมเงิน และบริหารการเงินอย่างชาญฉลาด
การเงินออนไลน์

กองทุนรวม SSF RMF คืออะไร ซื้ออย่างไรให้ประหยัดภาษีได้สูงสุด

ทุกปีเมื่อใกล้สิ้นปี คนไทยจำนวนมากแห่ซื้อกองทุน SSF และ RMF เพื่อลดหย่อนภาษี แต่หลายคนยังไม่เข้าใจว่าสองตัวนี้ต่างกันอย่างไร และควรซื้ออันไหนดี บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ

SSF คืออะไร

SSF ย่อมาจาก Super Savings Fund หรือกองทุนรวมเพื่อการออม เป็นกองทุนที่รัฐบาลสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว โดยให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี

เงื่อนไขสำคัญของ SSF คือต้องถือไว้อย่างน้อย 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ ไม่ต้องซื้อทุกปีก็ได้ ซื้อปีไหนก็ได้ตามสะดวก และสามารถเลือกประเภทกองทุนได้หลากหลาย ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ หรือผสม

RMF คืออะไร

RMF ย่อมาจาก Retirement Mutual Fund หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เน้นการออมเพื่อเกษียณอายุโดยเฉพาะ ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 30% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี (เมื่อรวมกับ SSF และกองทุนเกษียณอื่นๆ)

เงื่อนไขของ RMF เข้มกว่า SSF คือต้องซื้อทุกปีหรือทุกปีเว้นปี และต้องถือจนอายุ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องถือมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีด้วย

SSF vs RMF ต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างหลักระหว่าง SSF และ RMF คือเรื่องเงื่อนไขการถือครอง SSF ถือแค่ 10 ปีก็ขายได้ ส่วน RMF ต้องรอจนอายุ 55 ปี ดังนั้นถ้าคุณอายุน้อยและอยากได้สภาพคล่องเร็วกว่า SSF อาจเหมาะกว่า

ในด้านวงเงินลดหย่อน RMF ให้วงเงินรวมสูงกว่า แต่ต้องนำไปรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและประกันชีวิตแบบบำนาญด้วย ส่วน SSF คำนวณแยกต่างหาก

วิธีเลือกกองทุน SSF RMF ให้เหมาะกับตัวเอง

ขั้นแรกต้องรู้ว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้แค่ไหน ถ้ารับความเสี่ยงได้สูง เลือกกองทุนหุ้นที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่า ถ้ารับความเสี่ยงได้น้อย เลือกกองทุนตราสารหนี้หรือกองทุนผสมที่ความผันผวนต่ำกว่า

ระยะเวลาลงทุนก็สำคัญ ถ้าอีกหลายปีถึงจะขาย กองทุนหุ้นมักให้ผลตอบแทนดีกว่าในระยะยาว ส่วนค่าธรรมเนียม ควรเปรียบเทียบ Total Expense Ratio (TER) ของแต่ละกองทุน กองทุนที่ค่าธรรมเนียมต่ำกว่ามักดีกว่าในระยะยาว

คำนวณว่าควรซื้อเท่าไหร่

สมมติว่ารายได้ต่อปี 600,000 บาท และอยู่ในฐานภาษี 20% ถ้าซื้อ SSF 100,000 บาท จะประหยัดภาษีได้ 100,000 × 20% = 20,000 บาท นั่นหมายความว่าเงิน 100,000 บาทที่ลงทุนไป มีต้นทุนจริงแค่ 80,000 บาทเพราะได้ภาษีคืน 20,000 บาท

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการซื้อ

ไม่ต้องรอถึงสิ้นปี อาจซื้อทยอยทุกเดือนก็ได้ วิธีนี้เรียกว่า Dollar Cost Averaging ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการที่ราคากองทุนผันผวน แทนที่จะซื้อทีเดียวในช่วงที่ราคาอาจสูง